หน้าแรก › แปลงไฟล์เสียงเป็นข้อความ
ไฟล์เสียงเป็นข้อความ
แปลงไฟล์เสียงเป็นข้อความบน Mac โดยไม่ต้องอัปโหลด
ถ้าคุณมีไฟล์บันทึกเสียงอยู่ในมือแล้วและกำลังจะไปหาเว็บแปลงเสียงเป็นข้อความฟรี มีเรื่องหนึ่งที่ควรรู้ก่อน: เว็บพวกนั้นทำงานได้ก็ต่อเมื่อคุณอัปโหลดไฟล์ขึ้นเซิร์ฟเวอร์ของคนอื่น หน้านี้อธิบายวิธีแปลงไฟล์เสียงและไฟล์วิดีโอเป็นข้อความบน Mac โดยไฟล์ไม่ต้องออกจากเครื่อง พร้อมส่งออกเป็นซับไตเติ้ล SRT และ VTT ได้
เว็บแปลงฟรีแลกอะไรกับอะไร
บริการแปลงเสียงเป็นข้อความบนเว็บส่วนใหญ่ใช้งานง่ายจริง แต่ขั้นตอนแรกของทุกเจ้าเหมือนกันหมด คือคุณต้องส่งไฟล์ต้นฉบับขึ้นไปเก็บบนเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งโดยมากอยู่นอกประเทศ หลังจากนั้นไฟล์เสียงและบทถอดจะอยู่ในบัญชีบนระบบของผู้ให้บริการจนกว่าคุณจะสั่งลบ และคุณต้องเชื่อตามที่นโยบายเขาเขียนไว้
สำหรับไฟล์บรรยายสาธารณะหรือคลิปที่จะปล่อยอยู่แล้ว เรื่องนี้อาจไม่สำคัญ แต่สำหรับบทสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูล บทสนทนากับลูกค้า การประชุมภายใน หรือไฟล์ที่มีข้อมูลส่วนบุคคลของคนอื่น การอัปโหลดคือการตัดสินใจอย่างหนึ่ง ไม่ใช่ขั้นตอนทางเทคนิคเฉย ๆ องค์กรไทยหลายแห่งมีระเบียบห้ามอัปโหลดไฟล์งานขึ้นบริการภายนอกอยู่แล้ว
ทางเลือกคือประมวลผลบนเครื่องของคุณเอง ไฟล์อยู่ที่เดิม ไม่มีการอัปโหลด และไม่ต้องสมัครบัญชีกับใคร
ไฟล์แบบไหนใช้ได้
ลากไฟล์จาก Finder มาวางในหน้าต่างแอปได้เลย ทั้งไฟล์เสียงและไฟล์วิดีโอ
- ไฟล์เสียง — mp3, m4a, wav และไฟล์เสียงรูปแบบอื่นที่ macOS อ่านได้ ครอบคลุมไฟล์จากแอปบันทึกเสียงบนมือถือ เครื่องอัดเสียงพกพา และไฟล์ที่ส่งต่อกันมาทางแชท
- ไฟล์วิดีโอ — mp4, mov และรูปแบบอื่นที่ macOS อ่านได้ แอปจะดึงเฉพาะแทร็กเสียงออกมาถอดให้ คุณไม่ต้องแปลงไฟล์เองก่อน
ถ้าไฟล์เปิดเล่นได้ใน QuickTime บนเครื่องคุณ ก็มีโอกาสสูงที่จะลากเข้ามาถอดได้
ขั้นตอนสั้น ๆ
- ลากไฟล์มาวาง ในหน้าต่างแอป จะลากทีละไฟล์หรือหลายไฟล์ก็ได้
- สั่งถอด การรู้จำเสียงทำงานบนจีพียูของชิป Apple Silicon ในเครื่อง ไม่มีการเชื่อมต่อออกไปข้างนอก ภาษาถูกตรวจจับให้อัตโนมัติจาก 99 ภาษา
- ตั้งชื่อผู้พูด ถ้าไฟล์มีหลายคนพูด แอปจะแยกให้ก่อนแล้วคุณเปลี่ยนป้ายเป็นชื่อจริง ชื่อที่ตั้งไว้จะถูกนำไปใช้กับไฟล์ถัดไปที่มีคนคนเดียวกันได้
- ตรวจแก้ คลิกที่ข้อความเพื่อกระโดดไปฟังเสียงตรงตำแหน่งนั้น ตรวจเฉพาะจุดที่สงสัยได้โดยไม่ต้องฟังใหม่ทั้งไฟล์
- ส่งออก บทถอดเป็น TXT ซับไตเติ้ลเป็น SRT หรือ VTT และประวัติการถอดเป็น TXT, JSON, CSV
ทำซับไตเติ้ลจากไฟล์วิดีโอ
ถ้าปลายทางของคุณคือคำบรรยายในคลิป ให้ส่งออกเป็น SRT หรือ VTT ซึ่งเป็นรูปแบบมาตรฐานที่แพลตฟอร์มวิดีโอและโปรแกรมตัดต่อรับได้ตรง ๆ ไฟล์ซับจะมีเวลาเริ่มและเวลาจบของแต่ละบรรทัดมาให้แล้ว
ข้อควรรู้สำหรับซับภาษาไทย: ความยาวบรรทัดที่เครื่องตัดมาให้จะอิงจังหวะการพูด ไม่ได้อิงจำนวนตัวอักษรที่คนอ่านทัน ก่อนปล่อยงานจริงควรไล่รวมบรรทัดสั้นเกินไปเข้าด้วยกัน และตัดบรรทัดที่ยาวเกินสองบรรทัดจอ รวมถึงตรวจการตัดคำ เพราะภาษาไทยไม่มีช่องว่างระหว่างคำ ตำแหน่งขึ้นบรรทัดใหม่จึงมีผลกับความอ่านง่ายมาก
ไฟล์ยาวใช้เวลาเท่าไร
เพราะประมวลผลบนเครื่องของคุณ เวลาที่ใช้จึงขึ้นกับรุ่นชิปและขนาดโมเดลที่เลือก ไม่ใช่ขึ้นกับคิวของเซิร์ฟเวอร์ ไฟล์ประชุมสองสามชั่วโมงเป็นงานที่ทำได้ แต่ควรตั้งใจไว้ว่าต้องปล่อยเครื่องทำงานสักพัก และระหว่างนั้นเครื่องจะอุ่นขึ้นพร้อมพัดลมทำงาน แนะนำให้เสียบสายชาร์จ
ในทางกลับกัน ไม่มีเพดานขนาดไฟล์แบบที่เว็บฟรีชอบตั้งไว้ และไม่มีการนับนาทีคิดเงิน เพราะไม่มีเซิร์ฟเวอร์ของใครมาแบกงานให้
ผลลัพธ์ภาษาไทยคือร่างแรก
เขียนไว้ตรง ๆ ดีกว่าให้คุณผิดหวังหลังติดตั้ง: บทถอดภาษาไทยที่ได้เป็นร่างแรก ที่ยังต้องตรวจ จุดที่ต้องดูทุกครั้งมีสามอย่าง คือการตัดคำ (ภาษาไทยเขียนติดกัน เครื่องต้องเดาขอบเขตคำเอง) วรรคตอนกับการขึ้นย่อหน้า (เครื่องเดาจากจังหวะหยุดพูด) และคำทับศัพท์กับชื่อเฉพาะภาษาอังกฤษที่คนไทยพูดปนในประโยค ซึ่งเป็นจุดที่เพี้ยนบ่อยที่สุด
วิธีที่เร็วที่สุดคือถอดให้เสร็จก่อน แล้วใช้การค้นหาและแทนที่กับคำเฉพาะที่เพี้ยนซ้ำ ๆ ทีเดียวทั้งไฟล์ เร็วกว่าไล่แก้ทีละบรรทัดมาก
คนเอาไปใช้กับงานอะไรบ้าง
- ทีมทำคอนเทนต์และครีเอเตอร์ — ถอดคลิปที่ตัดเสร็จแล้วเพื่อทำซับไตเติ้ล ทำแคปชัน หรือดึงประโยคเด่นไปทำคลิปสั้นและโพสต์
- นักศึกษาและนักวิจัย — ไฟล์สัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่มที่ต้องถอดเป็นข้อความก่อนนำไปวิเคราะห์ ดูวิธีทำงานแบบเต็มได้ในหน้า ถอดเทปเอง
- คนทำงานประจำ — ไฟล์อัดจากการประชุมที่ลืมจดหรือจดไม่ทัน เอามาถอดย้อนหลังเพื่อเรียบเรียงเป็นสรุปของตัวเอง
- งานที่มีบทสนทนากับลูกค้า — ทีมคอลเซ็นเตอร์ ประกัน สถาบันการเงิน และสถานพยาบาล มักมีระเบียบภายในที่ไม่อนุญาตให้ส่งไฟล์ออกไปยังบริการภายนอก การประมวลผลในเครื่องจึงเป็นทางเลือกที่เข้ากับข้อจำกัดนั้น ทั้งนี้ให้ตรวจสอบเงื่อนไขจริงกับ DPO หรือฝ่ายกฎหมายขององค์กรคุณ
- พอดแคสต์และงานเสียงยาว — ถอดทั้งตอนเพื่อทำหน้าเว็บที่ค้นหาได้ ทำโน้ตประกอบตอน หรือทำดัชนีหัวข้อพร้อมเวลา
ถ้ามีหลายไฟล์ต้องทำอย่างไร
งานจริงมักไม่ได้มีไฟล์เดียว วิธีที่ทำให้ไม่หลงคือจัดระเบียบตั้งแต่ก่อนลากไฟล์เข้ามา ตั้งชื่อไฟล์ด้วยรูปแบบเดิมทุกครั้ง เช่น วันที่ ตามด้วยหัวข้อหรือรหัสผู้ให้ข้อมูล แล้วถอดเรียงตามลำดับ ไม่สลับไปมา
ถ้าไฟล์ชุดนั้นมีคนพูดคนเดิมซ้ำ ให้ตั้งชื่อผู้พูดตั้งแต่ไฟล์แรก เพราะลายเสียงที่ตั้งชื่อไว้จะถูกจดจำในเครื่องและนำมาใช้กับไฟล์ถัดไปโดยอัตโนมัติ ทำให้ไฟล์ที่สองเป็นต้นไปขึ้นชื่อคนถูกตั้งแต่แรก บทถอดทั้งหมดจะถูกเก็บอยู่ในคลังในเครื่องที่ค้นหาด้วยคำในเนื้อความ วันที่ หรือชื่อผู้พูดได้ ทำให้ย้อนกลับมาหาไฟล์เก่าได้โดยไม่ต้องเปิดทีละไฟล์
เทียบกับเว็บแปลงออนไลน์
| ประเด็น | แปลงบนเครื่อง | เว็บแปลงออนไลน์ |
|---|---|---|
| ต้องอัปโหลดไฟล์ไหม | ไม่ต้อง | ต้องอัปโหลด |
| ต้องสมัครบัญชีไหม | ไม่ต้อง | ส่วนใหญ่ต้องสมัคร |
| เพดานขนาดหรือความยาวไฟล์ | ไม่มีเพดานจากฝั่งบริการ | มักจำกัดในแพ็กเกจฟรี |
| แยกผู้พูด | มี และจำชื่อข้ามไฟล์ได้ | มักเป็นฟีเจอร์แบบเสียเงิน |
| ส่งออกซับไตเติ้ล | SRT และ VTT | แล้วแต่บริการ |
| ค่าใช้จ่าย | จ่ายครั้งเดียว | รายเดือนหรือคิดตามนาที |
| ความเร็วกับไฟล์ยาวมาก | ขึ้นกับสเปกเครื่องคุณ | เร็วกว่าถ้าเครื่องคุณสเปกต่ำ |
ถ้าไฟล์มีเสียงของคนอื่น
ไฟล์สัมภาษณ์ ไฟล์ประชุม หรือไฟล์บทสนทนากับลูกค้า มีเสียงของบุคคลอื่นอยู่ ซึ่งถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคลตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 แม้จะประมวลผลในเครื่องก็ตาม ควรแจ้งเจ้าของเสียงตั้งแต่ตอนบันทึกว่าจะบันทึกและเก็บไว้ใช้ทำอะไร และอย่านำคลิปหรือบทถอดไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต เพราะการเผยแพร่มีความเสี่ยงทางกฎหมายสูงกว่าการเก็บไว้ใช้ภายในมาก
สิ่งที่หน้านี้ยืนยันได้มีเพียงเรื่องสถาปัตยกรรม คือไฟล์เสียงและบทถอดอยู่ในเครื่องของคุณ ไม่ถูกส่งไปยังเซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการรายใด ส่วนคำถามว่าองค์กรของคุณใช้ข้อมูลชุดนั้นได้แค่ไหน ให้ตรวจสอบกับ DPO หรือฝ่ายกฎหมายของคุณเอง หน้านี้ไม่ได้รับรองการปฏิบัติตามกฎหมายใด ๆ และบทถอดที่ได้เป็นผลจากการประมวลผลอัตโนมัติ จึงไม่มีการรับประกันในฐานะบันทึกทางกฎหมาย
ค่าใช้จ่ายและเครื่องที่ใช้ได้
ดาวน์โหลดฟรี จาก Mac App Store แล้วปลดล็อก Pro ในแอปด้วยการซื้อครั้งเดียว $49.99 ไม่ใช่รายเดือน (App Store ประเทศไทยจะแสดงราคาเป็นเงินบาทตามที่ Apple กำหนด)
สิ่งที่ทำได้ในเวอร์ชันฟรีมีดังนี้ ให้ลองกับไฟล์งานจริงของคุณก่อนตัดสินใจ
- ถอดไฟล์เสียงได้ 5 ไฟล์ และไฟล์วิดีโอได้ 5 ไฟล์ โดยนับรวมตลอดอายุการใช้งาน ไม่ใช่ต่อวัน
- การสั่งถอดซ้ำไฟล์ที่เคยถอดแล้ว ไม่กินโควตา
- การอัดเสียงเก็บไว้ในแอป ไม่จำกัดจำนวน
- การพิมพ์ด้วยเสียงใช้ได้วันละ 5 นาที
ข้อกำหนดเครื่องคือ macOS 13 ขึ้นไป และต้องเป็น Mac ชิป Apple Silicon (M1 ขึ้นไป) เท่านั้น เครื่อง Intel ใช้ไม่ได้ ตรวจก่อนซื้อได้จากเมนู Apple › เกี่ยวกับ Mac เครื่องนี้
ดาวน์โหลดฟรี จ่ายครั้งเดียว ไม่ใช่รายเดือน · ปลดล็อก Pro $49.99 ครั้งเดียว (App Store ไทยแสดงราคาเป็นเงินบาท) · ต้องใช้ macOS 13 ขึ้นไป
คำถามที่พบบ่อย
รองรับไฟล์นามสกุลอะไรบ้าง
ไฟล์เสียงอย่าง mp3, m4a, wav และไฟล์เสียงอื่นที่ macOS อ่านได้ รวมถึงไฟล์วิดีโออย่าง mp4 และ mov ซึ่งแอปจะดึงเฉพาะแทร็กเสียงออกมาถอดให้ คุณไม่ต้องแปลงไฟล์เองก่อน
มีจำกัดจำนวนหรือความยาวไฟล์ไหม
ในเวอร์ชันฟรีถอดไฟล์เสียงได้ 5 ไฟล์และวิดีโอ 5 ไฟล์ โดยนับรวมตลอดอายุการใช้งาน ไม่ใช่ต่อวัน ส่วนการสั่งถอดซ้ำไฟล์ที่เคยถอดแล้วไม่กินโควตา และการอัดเสียงเก็บไว้ไม่จำกัดจำนวน เมื่อปลดล็อก Pro ด้วยการซื้อครั้งเดียว $49.99 จะไม่มีการนับจำนวนไฟล์อีก ส่วนความยาวไฟล์ไม่มีเพดานจากฝั่งบริการ เพราะไม่ได้ประมวลผลบนเซิร์ฟเวอร์ แต่ไฟล์ยิ่งยาวก็ยิ่งใช้เวลาตามสเปกเครื่อง
ไฟล์ถูกอัปโหลดขึ้นเซิร์ฟเวอร์หรือเปล่า
ไม่ การถอดเสียงทำงานบนชิปของเครื่องคุณ ไฟล์เสียงและบทถอดอยู่ในดิสก์ของคุณ ต้องต่ออินเทอร์เน็ตเฉพาะตอนดาวน์โหลดแอปและโมเดลครั้งแรกเท่านั้น หลังจากนั้นถอดไฟล์ได้แม้ปิด Wi-Fi
ทำไฟล์ซับไตเติ้ลได้ไหม
ได้ ส่งออกเป็น SRT หรือ VTT ซึ่งมีเวลาเริ่มและจบของแต่ละบรรทัดมาให้ สำหรับซับภาษาไทยควรไล่รวมบรรทัดที่สั้นเกินไปและตรวจตำแหน่งขึ้นบรรทัดใหม่ก่อนปล่อยงาน เพราะภาษาไทยไม่มีช่องว่างระหว่างคำ
บทถอดภาษาไทยใช้ได้เลยหรือต้องแก้
ควรถือว่าเป็นร่างแรกที่ต้องตรวจ จุดที่ต้องดูคือการตัดคำ วรรคตอน และคำทับศัพท์กับชื่อเฉพาะภาษาอังกฤษที่พูดปนในประโยค วิธีที่เร็วที่สุดคือใช้การค้นหาและแทนที่กับคำที่เพี้ยนซ้ำ ๆ ทีเดียวทั้งไฟล์
ใช้กับ MacBook รุ่นไหนได้บ้าง
ต้องเป็น Mac ชิป Apple Silicon (M1 ขึ้นไป) และ macOS 13 ขึ้นไปเท่านั้น เครื่อง Intel ใช้ไม่ได้ ตรวจได้จากเมนู Apple แล้วเลือกเกี่ยวกับ Mac เครื่องนี้